ในวันที่ถูกสัมภาษณ์เพื่อลงการเมืองท้องถิ่นในนาม คณะก้าวหน้า

ลายๆคนคงเห็นผมโพสเกี่ยวกับการเมืองเยอะมากในช่วงนี้

รวมไปถึงที่ผมโพสว่าได้ไปสัมภาษณ์ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบต. ของ คณะก้าวหน้า ในวันนี้อีกด้วย

ในส่วนของกรณีหลัง จริงๆไม่ค่อยอยากจะโพสเท่าไหร่

เพราะถ้าไม่ได้ขึ้นมา มันคงดูไม่ค่อยดี และคงมีคนรอสมน้ำหน้าอยู่เหมือนกัน

 

แต่แค่อยากบันทึกไว้ในเฟสบุค ว่าวันนี้ เรามาทำอะไร

เพราะเชื่อว่า อีกสิบปี ผมก็ยังน่าจะเล่นเฟสบุคอยู่

จะได้ย้อนกลับมาดูได้ว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรามีความคิดความเห็นทางการเมืองยังไง

เราทำอะไรไปบ้าง กับประเทศที่เราอยู่ ตำบล หรือพื้นที่ที่เราอยู่

การไปสัมภาษณ์ผู้สมัครเลือกตั้ง นายก อบต. บางพลีใหญ่

บอกตรงๆว่า ผมเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยจากการไปสัมภาษณ์ครั้งนี้

เพราะอะไร?

ทันทีที่ผมเดินเข้าไปที่บริเวณตึกสัมภาษณ์

คนที่ถูกเชิญมาสัมภาษณ์นั่งรออยู่ก่อน ต่างคุยกัน เหมือนรู้จักกัน

อีกคนเดินเข้ามา มีแต่คนยกมือไหว้

ผมเป็นคนเดียวที่น่าจะ #มีต้นทุนทางการเมืองเป็นศูนย์

ยอมรับครับว่าตัวเอง เพิ่งจะมาสนใจการเมืองอย่างจริงจัง ก็เมื่อสองปีหลังนี้เอง

ในขณะที่คนอื่น เค้าน่าจะสนใจกันมานานแล้ว

ไปพบปะ พูดคุยกับชาวบ้านในละแวกที่เค้าอยู่

พบปะสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ

แต่ผม… ผมไม่รู้จักใครเลย ไม่เคยลงพื้นที่ไปพบปะชาวบ้านเลยด้วยซ้ำ

เพราะทำงานในบริษัทเอกชน ลำพังวันหยุดก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว

ถามว่าสนใจจะพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดมั้ย

ผมคิดมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่นแล้วครับ

แต่แค่คิดว่า เด็กตัวเล็กๆอย่างเรา จะทำอะไรได้

ในยุคนั้น พื้นที่ให้แสดงออกอะไรก็ไม่ค่อยมีเหมือนสมัยนี้

คำว่า #การเมือง หรือ #ความฝันในการเป็นนักการเมือง สำหรับผมนั้น

มันช่างห่างไกลจากผมมากเหลือเกิน

จนคิดว่า อืม… ช่างมันเถอะ เราทำมาหากินในวิถีของเราดีกว่า

จนผมได้เห็นการมาของพรรค #อนาคตใหม่

ในตอนแรก สารภาพตรงๆเลยครับว่า เฉยๆ ไปจนถึงเกือบจะไม่ชอบด้วยซ้ำ

กระแส “ฟ้ารักพ่อ” ตอนนั้นแรงมากๆ มากจนผมหมั่นไส้ 555

จนได้ไปหาข้อมูลว่าเขาเป็นใคร 

กว่าจะรู้ตัว… ผมก็ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรค #อนาคตใหม่ ไปเรียบร้อยแล้ว

เป็นการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองครั้งแรกในชีวิตครับ

ผมเบื่อการเมืองเก่าๆครับ เบื่อระบบการเมืองเดิมๆ

เบื่อ อภิสิทธิ์ เบื่อ สมคิด เบื่อ เนวิน เบื่อ ชวน และเบื่อนักการเมืองรุ่นเก่าๆอีกหลายคนมากๆ

เราได้ยินชื่อบุคคลเหล่านี้มากันกี่ปีแล้วครับ? แล้วประเทศเรามีอะไรดีขึ้นบ้าง? (แต่ยุคคุณทักษิณ ผมว่ามีเรื่องดีๆเยอะนะ)

ซื้อตัวกันไปมา ย้ายพรรคนั้นไปพรรคนี้ คือบอกตรงๆว่า การเมืองสมัยก่อน ยุคเก่าๆ เป็นอะไรที่ไม่น่าติดตาม

และทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่า 

#การเมืองเป็นเรื่องไกลตัว

การมาของอนาคตใหม่ มาได้ถูกที่ ถูกเวลา แต่… ไม่ถูกใจทหาร

ผมติดตาม #อนาคตใหม่ เรื่อยมา จนถึงวันที่ถูกยุบพรรค

วันนั้นผมนั่งเฝ้าหน้าจอทั้งวัน ทั้งที่อยู่ออฟฟิศ แต่ใจอยู่กับช่องข่าวต่างๆบนมอนิเตอร์

จนถึงวันที่ พี่เอก ธนาธร จัดตั้งพรรคใหม่ขึ้น ชื่อว่าพรรค #ก้าวไกล ซึ่งได้มอบหมายให้คุณ ทิม พิธา

เป็นหัวหน้าพรรค สานต่อเจตนารมณ์และอุดมการณ์ที่ #อนาคตใหม่ ได้สร้างขึ้น ให้ไปถึงจุดหมายที่ฝันเอาไว้

และก็อีกเช่นเคย ผมไม่ลังเลเลยที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรค #ก้าวไกล อีกครั้ง

(หวังว่าคงไม่โดนยุบอีกแล้วนะ)

ผมชอบอุดมการณ์และความตั้งใจของ #อนาคตใหม่ ครับ

ไม่ใช่เพียงแค่ ธนาธร แต่สมาชิกพรรคส่วนมาก มีจุดมุ่งหมายและเจตนารมณ์เดียวกัน

คือต้องการให้ประเทศไทยพัฒนาและก้าวไกลไปมากกว่านี้ และทุกคนต้องเท่าเทียมกัน

(เว้น พวกงูเห่ากับ ยัย ศรีนวล ไว้แล้วกันนะครับ)

จนถึงวันที่ผมได้ดู พี่เอก Live

แล้วพูดเชิญชวนให้มาร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศไปด้วยกันกับ #คณะก้าวหน้า

ด้วยการลงสมัครเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น ภายใต้ชื่อคณะก้าวหน้า ที่อาจจะเกิดขึ้นปลายปี 63 นี้

นั่นคือจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ผมได้ไปสัมภาษณ์ในวันนี้ครับ

ผมกดสมัครไปกับเค้าด้วย

ด้วยเหตุผลที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในประเทศนี้

โดยเริ่มต้นจาก จุดเล็กๆอย่าง อบต. ก่อน

เพราะผมเชื่อว่า หากจะเปลี่ยนประเทศ เราจะไปเปลี่ยนสิ่งที่ใหญ่ๆ มันยากกว่ามาก

พูดถึงตรงนี้ ก็ต้องขอบคุณ #พี่ติ่ง ผู้ที่เริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกับพี่เอก ธนาธร ไว้ตรงนี้ด้วยนะครับ

ที่ให้โอกาส โทรมาเรียกผมไปพบ ในวันที่ ธนาธร ปิยบุตร และ คุณช่อ ลงพื้นที่ที่กิ่งแก้ว

การได้คุยกับพี่ติ่งในวันนั้น ได้ทำให้รู้ว่า จากผู้สมัครทั้งหมดหลายสิบคน พี่ติ่งไม่ได้โทรหาทุกคน

เลือกเฉพาะคนที่น่าสนใจจริงๆเท่านั้น แล้วคัดเหลือแค่ 4 คน ขอบคุณไว้ตรงนี้อีกครั้งครับ

การไปฟัง พี่เอก ธนาธร พี่ป็อก คุณช่อ พูดถึงการเมืองท้องถิ่นในวันนั้น

ยิ่งทำให้ผมอยากที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชนของผมด้วยตัวเองมากยิ่งขึ้น

ผมเองก็เพิ่งจะรู้จากคุณช่อว่า

จ.สมุทรปราการ นั้น ได้รับงบประมาณในการพัฒนาจังหวัดจากรัฐบาล

#ปีละ 16,000 ล้านบาท

ถ้า อบต. อบจ.​อยู่จนครบวาระ 4 ปี

นั่นหมายถึงเงิน 64,000 ล้านบาท ที่สามารถพัฒนาจังหวัดสมุทรปราการได้เยอะมากๆ

แต่เมื่อผมเข้าไปดูตัวเลขในการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ

กลับพบว่า ถูกนำไปใช้กับระบบโครงสร้าง Infrastructure เป็นจำนวนมาก

จริงๆมันก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ผมแค่กังวลว่า มันไม่มีงบประมาณส่วนไหน นำมาพัฒนาชุมชน

หรือลงไปถึงระดับรากหญ้าเลย

ผมคงไม่วิเคราะห์ วิจารณ์ถึงเรื่องงบประมาณที่ใช้จ่ายไปมากกว่านี้

เพราะถ้าจะพูดถึงจริงๆ มันน่าจะต้องแยกไปเป็นอีกบทความหนึ่งเลยมากกว่า

วันนี้ที่ผมไปสัมภาษณ์ ตอนแรกผมเข้าใจว่า น่าจะเป็นการคุยกันคนสองคนครับ

ก็ทำการบ้านเรื่อง หน้าที่ อบต. ไปพอสมควร

แต่พอไปถึง ในห้องมีคนรอฟังเราอยู่ 7-8 คนเลย

เลยค่อนข้างประหม่า และตอบคำถามได้ไม่ดีอย่างที่คิด

มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทีมงานถามมาว่า ถ้าผมได้เป็นนายก อบต. ผมจะทำอะไรเป็นอย่างแรก

ผมตอบไปว่า ผมอยากหยิบโครงการ OTOP หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์กลับมาอีกครั้ง

ผมว่าโมเดลนี้ เป็นโมเดลที่ดีมากๆครับ เพราะผมเชื่อว่า ประเทศจะเข้มแข็งได้ จะต้องมาจากรากฐาน หรือหน่วยที่เล็กๆก่อน เติบโตจากจุดเล็กๆอย่างตำบล แล้วขยายไปยังระดับประเทศ

เวลาเราไปญี่ปุ่น หลายๆคนคงเห็นใช่มั้ยครับ

ร้านราเมนแต่ละร้าน ส่วนมาก เค้าจะมีสูตรเฉพาะของเค้า

ร้านนี้ดังเรื่องน้ำซุป ร้านนี้ดังเรื่องเส้น ร้านนี้ดังเรื่องเนื้อหมูที่นุ่มเป็นพิเศษ

คือถ้าทั้งซอยมีร้านราเมน 10 ร้าน ผมเชื่อว่า 10 ร้านนั้น ก็จะมีสูตรเฉพาะของตัวเอง

หันกลับมาดูที่บ้านเรานะครับ

เคยไปเที่ยวอยุธยากันใช่มั้ยครับ?

เราจะเห็นคนขายโรตีสายไหมกันทั้งเส้นถนน

หรือแถวบ้านผมเอง ที่ก็ขายวุ้นมะพร้าวทั้งถนน เหมือนกัน

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราสามารถให้ความรู้กับชุมชน ในการพัฒนาสินค้าของตัวเองให้มีจุดขายที่แตกต่างจากคนอื่น

ไม่ใช่เห็นเขาขายอะไร เราก็ขายเหมือนเขา แล้วเราจะสู้เจ้าอื่นๆได้ยังไง?

สุดท้ายแล้ว ก็จะไปตัดกันที่ราคา ใครขายถูกกว่า ก็ขายได้เยอะกว่า 

ใครมีสายป่านที่ยาวกว่า เงินเยอะกว่า ก็จะครองตลาดนั้นไป

แล้วคนจนๆที่ต้องการจะเริ่มขายบ้างจะเอาอะไรไปสู้กับพวกเขา

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราพัฒนาให้คนในชุมชน สามารถสร้างสินค้าที่มีจุดขายเฉพาะตัว

ไม่ว่าใครจะสายป่านยาวขนาดไหน ก็ไม่ต้องกลัว เพราะเรามีจุดขายที่ไม่เหมือนใคร

ใครจะแข่งกันขายถูกก็แข่งกันไป ฉันมีจุดขายของฉัน ฉันจะเอากำไรเท่านี้ ฉันพอใจแบบนี้

เหมือนที่เราชอบซื้อ โตเกียว บานาน่า จากญี่ปุ่นมา ก็นั่นล่ะครับ

นี่เป็นจุดหนึ่งที่ผมอยากพัฒนาตรงนี้ และเชื่อในระบบ OTOP มากๆ

อย่างที่สองคือผมอยากให้มีโครงการ เรียนวิชาชีพฟรี สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา

ในระดับชุมชนรากหญ้านั้น หากเข้าไปสำรวจจริงๆ มีไม่น้อยนะครับ ประชาชนที่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ

หากเราให้วิชาชีพกับเขาในการสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ให้เค้าพึ่งพาตัวเองได้ ขายของเล็กๆน้อยๆ พอซื้อข้าวซื้อของใช้ที่จำเป็นได้ ผมเชื่อว่า ปัญหา อาชญากร ก็จะน้อยลง ผมเข้าใจว่าทุกวันนี้อาจจะมีนะครับ พวกคอร์สอบรมฟรีที่ทางรัฐบาลจัดขึ้น แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันเข้าถึงระดับชุมชนมั้ย สิ่งที่ผมอยากทำคือ นำคนไปสอนให้ถึงในชุมชนเลย อาจจะสัปดาห์ละครั้ง เด็กหรือคนแก่ สามารถเข้ามาเรียนได้หมด

ผมเชื่อว่า ถ้าเราให้คนในชุมชนพึ่งพาตัวเองได้ก่อน โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล มันจะทำให้ชุมชนค่อยๆเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรากฐานแข็งแรงแล้ว การพัฒนาระดับประเทศ ก็จะง่ายขึ้นครับ

จริงๆแล้วมีอีกหลายส่วนมากๆที่อยากให้ความรู้กับชุมชน ทั้งเรื่องของออนไลน์ ที่ยุคสมัยนี้ มันจำเป็นต้องรู้มากๆ เพราะส่วนตัวเคยมีประสบการณ์ขายของออนไลน์มาก่อน ก็สามารถที่จะให้ความรู้ตรงนี้กับคนในชุมชนได้ แต่ด้วยเวลาสัมภาษณ์ที่ค่อนข้างมีจำกัด บวกกับความประหม่าของผมเองด้วย เลยทำให้ตอบได้เพียงเท่านั้นครับ

เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ได้พูดไปครับ เนื่องจากเวลาที่มีจำกัด

ขอเอามาพูดตรงนี้เลยแล้วกัน เพราะไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา​ (อยู่ที่ว่าคนอ่านอยากอ่านต่อหรือเปล่า)

การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ดีที่สุด ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องของระบบรัฐสวัสดิการ

นี่เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ทางทีมงานได้ถามผม แต่ยอมรับครับว่า ในตอนนั้น ผมไม่ได้ติดตามเรื่องรัฐสวัสดิการเลย

กลับมาบ้าน จึงนั่งหาข้อมูลว่า รัฐสวัสดิการคืออะไร

เมื่อนั่งหาข้อมูลจนจบ ก็พบว่า

ประเทศไทยเรานี้ ควรมี #รัฐสวัสดิการ ได้ตั้งนานแล้ว

แล้ว รัฐสวัสดิการคืออะไร?

รัฐสวัสดิการ (State Welfare) คือ บริการทางสังคมที่รัฐเป็นผู้จัดสรรให้แก่ประชากรในประเทศอย่างถ้วนหน้าและเท่าเทียม โดยสร้างขึ้นตามความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (ปัจจัย 4) ยกตัวอย่างเช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง ที่อยู่อาศัย และการได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยจากรัฐ ซึ่งรัฐสวัสดิการจัดหาเงินทุนจากการเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้า นั่นหมายความว่า ใครที่รวยก็ต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูง ใครที่ไม่ได้รวยมากก็จ่ายภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า และใครที่ไม่มีก็จ่ายในอัตราที่น้อยมาก หรืออาจจะไม่ต้องจ่ายภาษีเลย เป็นการเก็บภาษีแบบขั้นบันได และบริการต่างๆของรัฐจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้น เพราะเราได้จ่ายผ่านจากการเก็บภาษีไปแล้ว หรือเรียกสั้นๆว่า ฟรี นั่นเอง

รัฐสวัสดิการเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมี เพราะทุกคนในสังคมล้วนมีบทบาทในการสร้างสังคมทั้งสิ้น

รัฐสวัสดิการยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านต่างๆ ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนให้แคบลงกว่าเดิม และยังสามารถส่งเสริมความเสมอภาคในสังคมได้อีกด้วย ในกลุ่มประเทศรัฐสวัสดิการ ให้สิทธิสตรีในการพักงานหลังจากการคลอด 480 วัน (แต่ยังได้รับค่าจ้างอยู่) เพื่อให้อยู่ดูแลบุตร และสามารถแชร์วันหยุดกับสามีตัวเองได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความเท่าเทียม และเป็นการสร้างรากฐานความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ในเรื่องของการศึกษา การศึกษาในกลุ่มประเทศรัฐสวัสดิการ ให้สิทธิในการเรียนฟรีถึงขั้นอุดมศึกษาและรัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายทุกอย่างจนกระทั่งจบปริญาเอก 

รัฐสวัสดิการไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่ที่ว่าการตกลงของประชาชนในประเทศนั้นๆเป็นอย่างไร บางประเทศอาจจะมีเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้น เช่น รัฐจะเป็นผู้จัดหางานให้ เมื่อว่างงานหรือตกงาน ในระหว่างนั้นรัฐก็จะจ่ายเงินเดือนให้คุณอีกด้วย หรือ เงินบำนาญโดยรัฐภายหลังการเกษียณอายุ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรัฐหรือพนักงานเอกชนก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นย่อมแลกมากับการเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แต่ภาษีจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเท่าเทียมที่สุด

พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะสงสัยว่า

แล้วแบบนี้จะไม่ทำให้คนขี้เกียจหรือ?

เพราะทุกอย่างรัฐก็สรรหาให้ คำตอบคือ คำว่าขี้เกียจเป็นเพียงแค่มายาคติที่ถูกสร้างขึ้นโดยนายจ้างมาเพื่อครอบงำและกดขี่ให้เราทำงานหนักขึ้นในทุกๆวัน เราทำงานวันละเฉลี่ย 8-9 ชั่วโมง และแถมยังทำงานเกินเวลา แลกกับค่าตอบเเทนอันน้อยนิดที่ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสุขสบาย คำถามคือ เรายังเป็นคนขี้เกียจอยู่อีกหรือ?

กลับสู่ประเทศไทยในปัจจุบัน ปัญหาต่างๆยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆและไม่ได้รับการเเก้ไข นักเรียนและนักศึกษาหลายคนต้องออกจากระบบการศึกษา เพราะไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถจ่ายค่าเล่าเรียน ปัญหาการกู้หนี้นอกระบบที่เพิ่มขึ้น เพื่อมาจ่ายกับระบบสาธารณูปโภค ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนลดทอนศักยภาพและจินตนาการของมนุษย์

สิ่งที่เราต้องการคือให้รัฐสวัสดิการมาเติมเต็มความต้องการขั้นพื้นฐาน เพื่อที่จะปลดล็อคศักยภาพมนุษย์ เพิ่มอิสระในการใช้ชีวิตของเรา กำหนดทิศทางการใช้ชีวิตแบบที่เราต้องการได้

นั่นเป็นสาเหตุที่ว่า “ทำไมเราจึงต้องการรัฐสวัสดิการ”

สุดท้ายแล้วหากมัวแต่สิ้นหวังและคิดว่า ไม่มีทางที่รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นในไทย

เราอาจจะต้องทบทวนตัวเองใหม่

เริ่มต้นจากการเชื่อว่ารัฐสวัสดิการเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนในสังคมพึงจะมี

และร่วมมือกันเรียกร้องให้เกิดรัฐสวัสดิการขึ้นมา

แล้ววันนั้นชัยชนะจึงจะเป็นของประชาชนอย่างเเท้จริง

พิมพ์มาถึงตรงนี้ ไม่ว่าผมจะได้รับเลือกจากทางคณะกรรมการคณะก้าวหน้าหรือไม่

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า

คนที่ทางทีมงานเลือก จะมีเจตนารมณ์และอุดมการณ์เดียวกัน

ที่จะผลักดันให้ชุมชน ตำบล หรือประเทศ ไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะผมเชื่อว่า 7-8 ท่านในห้องที่สัมภาษณ์ผม ฟังผมพูดถึงนโยบายในวันนี้ เป็นคนที่ คุณ ธนาธร คุณปิยบุตร คุณพรรณิการ์ ได้เลือกมาแล้ว ให้เป็นทีมงานสัมภาษณ์ ไม่ว่าใครจะมารับหน้าที่ตรงนี้ ผมเชื่อว่าเค้าจะทำให้ดีที่สุด และจะร่วมกันพัฒนาชุมชนไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เค้าจะทำได้ ด้วยความเชื่อและเป้าหมายที่มีร่วมกัน

ผมจะได้รับการพิจารณาหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย ผมไม่ได้คิดว่าจะได้รับเลือกด้วยซ้ำ เพราะต้นทุนทางการเมืองของผม ไม่มีเลย ผมแค่อยากลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ

การได้มาสัมภาษณ์ลงสมัครเป็นนายก อบต. นี่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผมมาไกลมากเลยนะครับ 555

คือชีวิตผมวันนึงก็อยู่แต่กับงาน โฆษณา ขายของออนไลน์ ทำเว็บไซต์ ดิจิตอล มาร์เกตติ้ง การลงมารู้จักคนในพรรคการเมืองแบบนี้ สำหรับผม มันก็ดูน่าตื่นเต้นดี เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลยครับในชีวิต

แต่ถ้าผมได้รับความไว้วางใจจากทีมงานแล้วล่ะก็ ผมยินดีที่จะทิ้งบทบาทหน้าที่ที่ทำอยู่ เพื่อมาพัฒนาชุมชนก่อน อย่างน้อยๆ ถ้าสมมติผมได้เป็นจริงๆ ก็แค่ 4 ปีที่ผมต้องทิ้งงานที่ผมต้องทำไป แต่ผมมั่นใจว่า การเป็นนายก อบต. บางพลีใหญ่ภายใต้การสนับสนุนของคณะก้าวหน้า ที่มีคุณ ธนาธร ปิยบุตร พรรณิกา ให้คำปรึกษาและสนับสนุนนั้น ผมสามารถใช้ 4 ปีนั้นพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ตาม เจตนารมณ์และอุดมการณ์ของ #อนาคตใหม่ ได้อย่างแน่นอน

เพราะที่สุดแล้ว คนที่จะได้รับประโยชน์ที่แท้จริง

ก็คือตัวเราเอง

คนในชุมชนของเรา

พี่น้องของพวกเรา

ลูกหลานของพวกเรา

ที่จะต้องเติบโตและใช้ชีวิตอย่างมีความเสมอภาค

และเท่าเทียมกันตลอดไป

อาจฟังดูเป็นมายาคติ เป็นอุดมคติที่ดูไกล เป็นความฝันที่เลือนลาง

แต่ถ้าไม่เริ่มฝันตั้งแต่วันนี้

แล้วเมื่อไหร่… ฝันนั้นจะเป็นจริงขึ้นมาได้ล่ะครับ

Pond Suriya

17-8-63

More Article

Let’s Talk.

2020-09-02T03:22:56+07:00

Leave A Comment

About My Work

Phasellus non ante ac dui sagittis volutpat. Curabitur a quam nisl. Nam est elit, congue et quam id, laoreet consequat erat. Aenean porta placerat efficitur. Vestibulum et dictum massa, ac finibus turpis.